ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสุรินทร์


  หน้าแรก     บกพร่องทางการเรียนรู้LD 

บกพร่องทางการเรียนรู้LD
บกพร่องทางการเรียนรู้LD  

รู้จักแอลดี : เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
                  คำว่า   Learning Disabilities   นั้นมีผู้นำมาใช้ประมาณปี  ค.ศ.1962    พูดถึงปัญหาของ เด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถจะเรียนรู้ได้        แนวคิดแรกเกี่ยวกับปัญหาการเรียนรู้นี้ก็คือ  สมองถูกทำลาย   (Brain   Injured)     ทำให้มีปัญหาด้านการอ่าน    การเขียน   การสะกดคำ การจำ  ความเข้าใจ  การรับรู้      ตลอดจนการเคลื่อนไหว   ฉะนั้นเมื่อเด็กที่มีปัญหาทำนองนี้   ก็สันนิษฐานว่าเกิดจากสมองถูกทำลาย   เช่นกัน
                 ต่อมามีการศึกษาค้นคว้าพบกรณีที่เด็กสมองถูกทำลายแต่ว่าไม่ได้มีปัญหาในการเรียนรู้ตามที่ควรจะเป็นสาเหตุของปัญหาการเรียนรู้        แนวคิดเรื่องของสมองถูกทำลายจึงถูกหักล้าง   และมีคำว่า   
Minimal Brain Dysfunction     หรือ  MBD เข้ามาแทน         เพราะการทดสอบทางประสาทวิทยาไม่สามารถให้เห็น        หรือพิสูจน์ได้ว่าสมองถูกทำลายไปแล้วจริงๆ   MBD    จึงหมายถึงเด็กซึ่งมีสติปัญญาในเกณฑ์ปกติ หรือสูงกว่าปกติ      แต่ไม่สามารถเรียนรู้บางเรื่องและ มีปัญหาทางพฤติกรรมที่ชวนให้คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้สมองทำหน้าที่ผิดแผกแตกต่างไปจากปกติ
                 ในปี 1963  ซามูเอล  เคิร์ก ( Samuel Kirk ) ได้ใช้คำว่า
Learning Disabilities เรียกเด็กที่มีภาวะบกพร่องในพัฒนาด้านภาษา  การพูด  การอ่าน  และการสื่อสาร    โดยที่เด็กเหล่านี้ไม่ได้พิการด้านอื่นๆ  เช่น  หู  ตา  ปัญญาอ่อน   ซึ่งคำที่ เคิร์ก ใช้นี้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งในวงการจิตวิทยาและวงการการศึกษา    ดังปรากฎในชื่อขอเอกสารที่มีการพิมพ์เผยแพร่   เช่นJournal of Learning   Disabilities , Learning Disabilities Focus    และชื่อสมาคมต่างๆ     เช่Learning  Disabilities   Associate  of   America  อย่างไรก็ตามถ้ามีการใช้คำอื่นก็ยังคงอยู่ในขอบเขตของคำว่า     Learning  Disabilities   ( ชวลิต ชูกำแพง , 2546 )
                  
 ในประเทศไทยนั้น  เพิ่งจะเริ่มให้ความสนใจในเรื่องของความบกพร่องทางการเรียนรู้ โดยจากคำว่า    Learning    Disabilities    นั้นมีคำในภาษาไทยที่ใช้เรียกหลายคำ      เช่น   ศ.ดร.ผดุง   อารยะวิญญู    ใช้คำว่า   เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้     ศ.ศรียา  นิยมธรรม   ใช้คำว่าเด็กที่มีความยุ่งยากในเรียน  และ มีคำอื่นๆ     เช่น    เด็กเรียนยาก      เด็กที่มีความบกพร่องใน การเรียนรู้หรือเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
                   เนื่องจากความบกพร่องทางการเรียนรู้     ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกับความบกพร่องด้านอื่นๆ เช่น   ความบกพร่องทางการเห็น   การได้ยินหรือร่างกาย  คนส่วนใหญ่จึงยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้      และบางคนอาจไม่เชื่อว่าเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้       มีการแสดงออกที่คล้ายกับการขาดความสามารถทางสติปัญญา  มีปัญหาการเห็นและการได้ยิน  และขาดทักษะทางสังคม   จึงมักเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นความบกพร่องที่เกี่ยวข้องกับตาบอด     หูหนวก    ปัญญาอ่อน     หรือปัญหาทางพฤติกรรม ( กานดา พู่พุฒ , 2547 )
                  เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หรือ   Learning   Disabilities นั้น  หนังสือบางเล่มใช้คำว่า  เด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้   เด็กที่มีความยุ่งยากในเรียนรู้   เด็กด้อยความสามารถในการเรียนรู้ หรือเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้  เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ค่อนข้างมีน้อย   ดังนั้น
   เมื่อความรู้เรื่อง     Learning     Disabilities       เข้ามาจึงมีการเรียกชื่อแตกต่างกันไป      แต่กระทรวงศึกษาธิการได้เรียกเด็กจำพวกนี้ว่า   เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
                  เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้นั้น    จะมีลักษณะบกพร่อง หรือล่าช้าในเรื่องทางการเรียน มีสติปัญญาใกล้เคียงหรือสูงกว่าเด็กปกติทั่วไป  แต่มีความบกพร่องทางสมอง     ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากทางด้านการรับรู้  ภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้ไม่ใช่ภาวะปัญญาอ่อน หรือบกพร่องทางสติปัญญาแต่เป็นภาวะที่ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกัน ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก

                   เด็กทุกคนมีวิถีทางในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เด็กบางคนเรียนรู้ที่จะอ่าน    คือ     อ่านหนังสือได้ตั้งแต่ 4 ขวบ      แต่บางคนก็ยากเย็นแสนเข็ญกว่าจะอ่านได้      ส่วนเด็กบางคนแม้จะ เป็นเด็กอ่านหนังสือได้เก่ง     ก็อาจมีปัญหาอย่างอื่น    เช่น   คณิตศาสตร์   น้อยคนที่จะมีปัญหาการเรียนที่โรงเรียนไปเสียทุกอย่าง      ส่วนมากก็จะมีดีในเรื่องอื่นๆ อยู่บ้าง  เช่น  เล่นวิดีโอเกมบ้าง  หรือทำงานในสนาม   การที่เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ต้องเหนื่อยยากต่อการเรียนรู้มิได้หมายความว่า เขาเป็นเด็กโง่  แต่เพียงเพราะเขาเรียนรู้แบบที่แตกต่างไปจากคนอื่น ( ศรียา นิยมธรรม, 2542 )
                  เด็กที่ทั้งครูและพ่อแม่เห็นว่าไม่มีความสามารถในการเรียน    ขียน   อ่าน    คิดเลข  ในระดับที่เด็กวัยนี้ควรเรียนได้   เรามักคาดหมายกันว่า     เมื่อพ้นวัยเด็ก เขาต้องมีความสามารถในการอ่าน  เขียน   คิดเลข ในระดับที่เด็กวัยนี้ควรเรียนได้   เรามักคาดหมายกันว่า     เมื่อพ้นวัยเด็ก เขาต้องมีความสามารถในการอ่าน  เขียน  คิดเลขในระดับพื้นฐานทั่วไปได้  หรือเข้าใจเรื่องชีวิตทั่วๆ ไปได้   แต่ปรากฎว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งที่เรียนลำบาก ผิดเด็กธรรมดาทั่วไปทั้งๆ ที่สติปัญญาไม่เลวเลย  และดูเหมือนว่าเด็กพยายามสุดความสามารถ     แต่ดูเหมือนจะเรียนไม่ไหวในสายตาของครูและพ่อแม่ หรือคนทั่วไปได้  เด็กมีพัฒนาการปกติธรรมดาทุกๆ อย่าง   แต่ความบกพร่องซ่อนอยู่ไม่มีใครมองเห็น    ( ศรีเรือน  แก้วกังวาล , 2545 )
                 ผดุง   อารยะวิญญู ( 2542 ) ให้คำจำกัดความว่า   เป็นเด็กที่มีความบกพร่องในขบวนการทางจิตวิทยา    ทำให้เด็กมีปัญหาในการใช้ภาษาทั้งในการฟัง   การอ่าน   การพูด  การเขียน  และการสะกดคำ  หรือมีปัญหาในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  ปัญหาดังกล่าวมิได้มีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางร่างกาย แขน  ขา  ลำตัว  สายตา  การได้ยิน   ระดับสติปัญญา   อารมณ์   และสภาพ-แวดล้อมรอบตัวเด็ก
                  ชวลิต  ชูกำแพง ( 2546 )  ให้ความหมายของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ว่า     หมายถึง เด็กที่มีสภาพร่างกายภายนอกปกติ   แต่มีปัญหาเกี่ยวกับความไม่สมดุลของสมองส่งผลทำให้เด็กมีปัญหาทางด้านความรู้ความเข้าใจ จิตพิสัย และพฤติกรรมในการแสดงออก  ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่จะแสดงออกอย่างเด่นชัดในด้านการเรียน   เช่น  การอ่าน   การเขียน    การคิดคำนวณ  และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตํ่ากว่าความสามารถของตน
          ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้  ตามคำจำกัดความในกฎหมายว่าด้วยการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องนั้นไม่ได้เกิดจากสาเหตุทางร่างกาย    เช่น   ปัญหาทางการเห็น    หรือปัญหาทางการได้ยิน     เด็กกลุ่มนี้จะมีกระบวนการเรียนรู้ที่บกพร่อง     จะมีความยากลำบากในการอ่าน   การเขียน   การคิดคำนวณ    การพูด   การสื่อสาร  การใช้ภาษา   และการใช้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหว ( ศันศนีย์   ฉัตรคุปต์ , 2543 )
                แฮมมิล ( Hammil )  ได้ให้ความหมายโดยรวม ( ศรีเรือน  แก้วกังวาล , 2545 ; อ้างอิงมาจาก  Hammil , 1990 )  ว่า
                            1. มีปัญหาด้านผลสัมฤทธิ์ในการเรียน
                            2. มีปัญหาในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
                            3. มีความบกพร่องในด้านระบบประสาทส่วนกลางบางส่วน
                            4. ด้อยความสามารถในการเล่น
                            5. มีความบกพร่องทางภาษาทั้งการฟังและการพูด
                            6. มีความพิการบางอย่างหรือหลายอย่างรวมกัน
                            7. มีความเบี่ยงเบนในด้านวิธีคิด และการใช้เหตุผล

                United States Federal Govenment ( ศรียา  นิยมธรรม , 2540 )    ให้นิยามเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะด้าน  ( Specific Learning Disabilities )  ว่าหมายถึง     ความผิดปกติที่เกี่ยว เนื่องกับกระบวนการทางจิตวิทยาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งเรื่องขึ้นไป     ความผิดปกติดังกล่าวจะเกี่ยวกับความเข้าใจหรือการใช้ภาษา   การพูดหรือการเขียน     ซึ่งอาจส่งผลถึงความสามารถที่บกพร่องไปในเรื่องที่เกี่ยวกับการฟัง    การคิด    การพูด    การอ่าน    การเขียนสะกดคำ          ตลอดจนการคิดคำนวณคณิตศาสตร์     คำนี้หมายรวมถึงสภาวะความพิการด้านการรับรู้  การที่สมองบาดเจ็บ    การที่สมองไม่อาจทำหน้าที่บางอย่างได้ (MBD)   การมีปัญหาด้านการอ่าน (Dyslexia)      และการมีปัญหาด้านภาษา  (Aphasia)  โดยไม่รวมถึงเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้อันเนื่องมาจากการมีความพิการด้านสายตา  การได้ยิน  หรือเป็นเด็กด้อยโอกาสในเรื่องวัฒนธรรมฐานะทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
                
The Individuals with Disabilities Education Act (IDEA)  ระบุคำจำกัดความของควาามบกพร่องทางการเรียนรู้ ( กานดา  พู่พุฒ , 2547   อ้างอิงมาจาก Shapiro & Rich , 1999 )  สองส่วนสำคัญ   คือ   ปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะทาง   ( Specific Learining Disabilities )   โดยอธิบายว่าหมายถึง   เด็กที่มีความบกพร่องเพียงหนึ่งด้าน      หรือหลายด้านของกระบวนการพื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจหรือการใช้ภาษาพูดหรือเขียน          ซึ่งความบกพร่องดังกล่าวแสดงออกให้เห็นในการขาดความสามารถด้านการฟัง    คิด   พูด    อ่าน    เขียน   สะกด หรือคำนวณทางคณิตศาสตร์    นอกจากนี้ยังรวมถึงภาวะบกพร่องทางด้านการรับรู้   การได้รับบาดเจ็บกระทบกระเทือนทางสมอง  การทำงานผิดปกติเล็กน้อยของสมอง    ความผิดปกติด้าน
  การอ่าน  การเข้าใจภาษา      ทั้งนี้ไม่รวมปัญหาทางการเรียนรู้อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากความบกพร่องทางการเห็น    การได้ยิน     ความบกพร่องทางการใช้กล้ามเนื้อ   ปัญญาอ่อน  ปัญหา ทางอารมณ์หรือความด้อยโอกาสจากสภาพแวดล้อม   วัฒนธรรมหรือเศรษฐกิจ ในส่วนที่สองได้รวมกฎเกณฑ์ที่สามารถระบุความบกพร่องเฉพาะทางของเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ไม่เหมาะกับระดับอายุ และความสามารถที่แท้จริง     ทั้งที่ได้รับโอกาสในการเรียนผ่านกระบวนการเรียน ผ่านกระบวนการสอนที่เหมาะสม โดยระบุเกี่ยวกับ

                   1. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้เฉพาะทาง   จะต้องมีความบกพร่องในหนึ่งด้านหรือมากกว่าหนึ่งด้าน  ของกระบวนการพื้นฐานทางจิตวิทยา  ( Basic Psychological Processes )   ซึ่งประกอบด้วยความจำจากการได้ยินและการเห็น    การรับรู้    การแยกแยะการวิเคราะห์      การสังเคราะห์    การเรียงลำดับ  และการรับรู้ภาพพื้น ( figure - ground )
                   2. ทักษะที่แสดงออกใน   7   ด้าน    ประกอบด้วย    ความเข้าใจจากการฟัง   การพูด   การเขียน   การอ่าน   ความเข้าใจจากการอ่าน   การคำนวณทางคณิตศาสตร์  และการใช้เหตุผลทางคณิตศาสตร์
                   3.ความรุนแรงของความบกพร่องมาจากความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ  ระหว่างความสามารถทางสติปัญญา และผลสัมฤทธิ์ของทักษะทั้ง 7 ด้านซึ่งคำจำกัดความของ  
IDEA   ได้รับการวิจารณ์ในแง่ที่ระบุเกี่ยวกับเด็กเหล่านั้นไม่ได้
   ระบุถึงบุคคลทุกวัย   และอธิบายความบกพร่องทางการเรียนรู้เฉพาะ    ในชั้นเรียนไม่ได้รวมถึงความบกพร่องทางการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ในสถานการณ์การทำงานและการใช้ชีวิต
                  สมาคมเด็ก และผู้ใหญ่ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ 
( The  Association  for  Children  andAdults   with  Learning  Disabilities : ACLD ) ได้ให้คำจำกัดความ  คือ   สภาวะบกพร่องเรื้อรังที่มีต้นเหตุจากระบบประสาท   ซึ่งทำให้ขัดขวางต่อพัฒนาการ   การบูรณาการ   การแสดงออกของความสามารถทางภาษา และความสามารถที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษา ภาวะบกพร่องเฉพาะทางนี้มีอยู่อย่างเด่นชัดแตกต่าง  ในระดับของความรุนแรงและสามารถมีผลกระทบต่อความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตนเอง   การศึกษาการประกอบอาชีพ  การถ่ายทองทางสังคม  และการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันตลอดชีวิตของบุคคลนั้น ( กานดา  พู่พุฒ ,2547 ; อ้างอิงมาจาก Vogel&Reded ,1998 )
                  กลุ่มเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้นั้น      มีอยู่ในโรงเรียนทั่วไป      ถ้าครูผู้สอนสังเกตจะพบเห็นความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นความฉลาดเฉลียวในการเอาตัวรอด     หรือความฉลาดแกมโกงแต่จะสงสัยกับผลการเรียนของเด็กกลุ่มนี้พอสมควร     เนื่องจากผลการเรียนมักจะออกมาแย่กว่าที่ควรจะเป็น     เด็กบางคนกว่าจะถูกค้นพบอาจจะเรียนอยู่ในระดับประถมศึกษาปีที่  6   หรือมัธยมศึกษาก็ยังมีเนื่องจากภายนอกดูปกติทุกอย่าง      จะมีปัญหาก็เรื่องของการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้ที่เป็นทักษะคือ  คณิตศาสตร์   ภาษาไทย    หรือกลุ่มสาระอื่นที่ต้องเกี่ยวข้องกับการอ่านการเขียนมากๆ
                  
โดยสรุปคือ  กลุ่มเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้นั้น       จะมีความไม่สัมพันธ์กันระหว่างระดับเชาวน์ปัญญากับผลการเรียน   กล่าวคือ   ระดับเชาวน์ปัญญาปกติ         แต่ผลการเรียนตํ่าถ้านำไปวัดระดับเชาวน์ปัญญาจะพบว่าตัวเลขที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ         แต่พอไปดูผลการเรียนจะพบว่าตก หรือเกือบตก  โดยเฉพาะในกลุ่มสาระภาษาไทย และคณิตศาสตร์ เด็กกลุ่มนี้จำเป็นจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ      เพื่อให้เขาสามารถเรียนรู้ได้ตามศักยภาพของเขาเอง     ฉะนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรที่จะใส่ใจและทำความรู้จักกับเด็กกลุ่มนี้ให้มากขึ้น  อันจะทำให้เด็กเรียนรู้อยู่ในชั้นเรียนได้อย่างมีความสุข     ตลอดจนครูหรือผู้เกี่ยวข้องเองก็มีความสุขด้วยเช่นกัน


 

                           เอกสารอ้างอิง
       กานดา  พู่พุฒ, (2547). LD:ความเกี่ยวข้องกับสมองส่วนกลาง. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 1 (2) , 123-135.
      ชวลิต  ชูกำแพง, (2546). การพัฒนาหลักสูตรซ่อมเสริมทักษะเบื้องต้นในการเรียนรู้ สำหรับเด็กที่มีปัญหาในการเรียนรู้ระดับประถมศึกษา . ปริญญานิพนธ์
                         การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
      ผดุง  อารยะวิญญู, (2542). การศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ. (พิมพ์ครั้งที่ 2) กรุงเทพฯ :รำไทย เพรส.
      ศรียา  นิยมธรรม , (2549). ปัญหายุ่งยากทางการเรียนรู้. (พิมพ์ครั้งที่ 3)   กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ .
      ศรีเรือน  แก้วกังวาล, (2545). จิตวิทยาเด็กที่มีลักษณะพิเศษ. (พิมพ์ครั้งที่ 2)
                         กรุงเทพฯ:หมอชาวบ้าน.

 

ออนไลน์ทั้งหมด 7 คน
หมายเลข IP 54.145.83.79
คุณเข้าชมลำดับที่ 535,599

ตุลาคม 2561
อา พฤ
30 1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
วันที่ 21 ตุลาคม 2561
คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเวปไซต์ใหม่ของโรงเรียน
ดีมาก
ดี
ปานกลาง
น้อย
น้อยที่สุด

Warning: mysql_fetch_array() expects parameter 1 to be resource, boolean given in /home/dankhun2/domains/school.com/public_html/core_main/module/footer/footer.php on line 4
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสุรินทร์
จังหวัดสุรินทร์
Tel : 0 4455 8562  Fax : 0 4455 8562
Email : psecsurin@gmail.com
Copyright © 2008 by OPSTECH All Right Reserved.